1) ทำไมต้องพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันปีละ 2 ครั้ง?

ทันตแพทย์จะตรวจเช็คสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อเฝ้าระวังโรค และจะได้ทำการรักษาหรือแก้ปัญหาได้แต่เนิ่นๆ เพราะโรคในช่องปากหลายๆ โรคไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก
กว่าจะรู้ตัว ก็มักจะเป็นมากจนทำให้การรักษายุ่งยาก เจ็บตัว เสียเวลา และเสียค่ารักษามากขึ้นด้วย สำหรับบางคน ถ้าทันตแพทย์พิจารณาแล้วว่ามาตรวจทุก 6 เดือน นานเกินไป ก็อาจขอ
ให้มาตรวจทุก 3-4 เดือน แต่โดยเฉลี่ยมักจะแนะนำให้มาตรวจทุก 6 เดือน

2) ฟันน้ำนมสำคัญอย่างไร? ถ้าไม่รักษาหรือถอนไปก่อนจะมีผลอย่างไร?

บ่อยครั้งที่หลายคนคิดว่า ฟันน้ำนมไม่จำเป็นต้องดูแล ไม่มีความสำคัญ อยู่ในปากชั่วระยะเวลาไม่กี่ปี แต่ความจริง ฟันน้ำนมเริ่มขึ้นตั้งแต่ 6-7 เดือน ไป ถึง 2 ขวบครึ่ง คุณพ่อคุณแม่ ต้องไม่ลืมว่าฟันแท้ก็กำลังสร้างอยู่ในขากรรไกรเช่นกัน การดูแลรักษาฟันน้ำนมเป็นสิ่งจำเป็น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับฟันน้ำนมอาจจะมีผลทำให้การสร้างฟันแท้ข้างใต้ผิดปกติไปได้แก่ฟันน้ำนมที่ผุลุกลามถึงโพรงประสาทฟันและเกิดหนองปลายราก กรณีนี้อาจมีผลกระทบถึงหน่อฟันที่กำลังสร้างอยู่ข้างใต้ ทำให้ผิวเคลือบฟันแท้สร้างไม่สมบรูณ์ ฟันแท้ขึ้นไม่ถูกตำแหน่ง และอาจเกได้
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูแลรักษาฟันน้ำนมของลูกให้ดี ควรพาไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการป้องกันไม่ให้เกิดการผุ ในรายที่ผุแล้วก็ควรรีบทำการรักษาไม่ให้ลุกลามไป ซึ่งจะมีผลต่อฟันแท้ที่กำลังสร้างอยู่ข้างใต้

3) ควรทำอย่างไรเพื่อให้ฟันของลูกแข็งแรงสมบรูณ์?

  • ทำความสะอาดฟันและช่องปากของลูกเป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลให้ลูกแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยการวางขนแปรงตั้งฉากกับตัวฟัน แล้วขยับหน้า-หลัง ให้แปรงทั้งด้านนอกและด้านในของฟันทุกซี่ และควรใช้ไหมขัดฟัน ทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน วันละ 1 ครั้ง หลังแปรงฟันก่อนนอน คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยลูกแปรงฟันส่วนที่ลูกยังแปรงไม่สะอาด

  • ดูแลให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างถูกสุขลักษณะ ควรให้ลูกกินผักและผลไม้ที่มีเส้นใย เพื่อช่วยขัดฟันตามธรรมชาติด้วย และระวังเรื่องการรับประทานขนมและน้ำหวาน
    ที่ทำจากแป้งและน้ำตาล โดยอาจให้กินเป็นเวลา ในมื้ออาหาร เสร็จแล้วก็อย่าลืมแปรงฟันทุกครั้งด้วย สำหรับขนมหวานที่เหนียวติดฟัน เช่น ลูกอม ช็อกโกแลต ก็ไม่ควรให้ลูกรับประทานเป็นของกินเล่น

  • ให้ลูกรับประทานฟลูออไรด์ โดยปรึกษาทันตแพทย์ว่าปริมาณที่เหมาะสมกับวัยและปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำที่ดื่มควรเป็นเท่าไร และควรพาลูกไปพบทันตแพทย์ เพื่อเคลือบฟลูออไรด์ทุก
    6 เดือน
    เพราะสารฟลูออไรด์จะช่วยให้ผิวเคลือบฟันแข็งแรง ป้องกันการผุด้านผิวเรียบของฟัน

  • เมื่อลูกอายุประมาณ 6 ขวบ จะมีฟันกรามแท้ขึ้น ควรพาไปให้ทันตแพทย์ทำเคลือบหลุมร่องฟันให้ตื้นขึ้นด้วยสารคล้ายพลาสติก เพื่อช่วยป้องกันการผุของฟันด้านบดเคี้ยว เพราะฟันกรามแท้มีหลุมร่องลึก เป็นที่สะสมของคราบอาหาร ทำความสะอาดได้ยาก จึงมักผุอย่างรวดเร็ว

4) จัดฟันนานไหม แพงไหม?

โดยปกติแล้วหากไม่มีปัญหาที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น การจัดฟันมักดำเนินไปตามแผนการรักษาที่ได้วางไว้ ระยะเวลาที่ใช้จริงจึงมักใกล้เคียงกับเวลาที่ได้ประมาณไว้ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ปกติจะอยู่ระหว่าง 24 – 36 เดือน ค่าใช้จ่ายก็จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการจัดฟันสำหรับคนไข้แต่ละราย ซึ่งมักขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ความซับซ้อนของปัญหาการสบฟันของแต่ละคน ซึ่งทำให้การจัดฟันมีความยากง่ายแตกต่างกัน นอกจากนี้แม้ปัญหาคล้ายคลึงกัน แต่การตอบสนองของฟันต่อเครื่องมือก็อาจแตกต่างกันในแต่ละคนด้วย

  • อายุของคนไข้ คนไข้ที่อายุน้อย กระดูกโครงสร้างฟันและขากรรไกรจะปรับตัวตามการจัดฟันได้ง่าย ทำให้ฟันขยับได้เร็วกว่าคนที่อายุมาก

  • ความร่วมมือของผู้รับการจัดฟัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะมีผลต่อความสำเร็จของการจัดฟัน

    • การรักษาความสะอาดของฟันและเครื่องมือจัดฟัน เนื่องจากฟันจะเคลื่อนตัวได้ดีในสภาพเหงือกที่สะอาดแสะสมบูรณ์

    • การรักษาเครื่องมือจัดฟันให้อยู่ในสภาพดี ไม่ให้หลุดหรือบิดเบี้ยวไปจากสภาพเดิม โดยการระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอุปนิสัยที่ไม่ดีบางประการ เช่นการดูดนิ้ว กัดเล็บ กัดปากกา และระมัดระวังในการเล่นกีฬา หรือเครื่องดนตรีชนิดเป่า

    • การมาปรับเครื่องมือสม่ำเสมอ ตามเวลานัดทุกเดือนจนกว่าจะเสร็จสิ้นการรักษา

    • การปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด เช่น การคล้องยางดึงฟัน หรือการใส่อุปกรณ์เสริมพิเศษ เป็นต้น

5) อายุหรือมีปัจจัยใดบ้างที่เป็นข้อจำกัดในการทำทันตกรรมรากเทียม?

คนไข้อายุแค่ไหนก็สามารถทำทันตกรรมรากเทียมได้ ถ้าตราบใดที่มีกระดูกขากรรไกรพอที่จะฝังรากเทียมเข้าไป ถ้าท่านมีโรคหรือสภาวะต่อไปนี้ การทำทันตกรรมรากเทียมอาจจะไม่เหมาะกับท่าน โรคที่มีผลต่อการซ่อมแซม หรือการหายของแผล ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้, ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงในการรักษาโรคมะเร็ง

6) เจ็บมากแค่ไหน ตอนทำทันตกรรมรากเทียม และต้องหยุดงานหลังทำกี่วัน?

ไม่เจ็บ ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ระหว่างการผ่าตัด ดังนั้นท่านจะไม่เจ็บระหว่างการฝังรากเทียม อาจมีเจ็บบ้างนิดหน่อยหลังการผ่าตัด ทันตแพทย์จะให้รับประทานยาแก้ปวดแก้อักเสบ โดยทั่วไปแล้ว ท่านสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้น ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลทำความสะอาดภายหลังการฝังรากเทียม

7) ทำไมจำเป็นต้องรักษาคลองรากฟัน?

เมื่อประสาทฟันถูกกระทบกระเทือนจะเกิดการอักเสบเป็นหนอง หรือประสาทฟันตายในที่สุด ทำให้รู้สึกปวดฟันมาก การรักษาคลองรากฟันเป็นการกำจัดเนื้อเยื่อที่อักเสบหรือเป็นหนองออก ทำให้อาการเจ็บปวดหายไปแล้วยังมีฟันไว้ใช้งานตามปกติต่อไปได้ การปล่อยฟันที่เป็นโรคทิ้งไว้นานๆ ทำให้กระดูกที่รองรับฟันอักเสบ ละลายตัวไปอาจจะไม่สามารถเก็บรักษาฟันไว้ได้ เมื่อถอนฟันไปแล้วกระดูกบริเวณซี่นั้นจะยุบลงไป ทำให้ใส่ฟันเทียมได้ไม่สวยเหมือนฟันธรรมชาติ ประสิทธิภาพการเคี้ยวก็ลดน้อยลง นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการใส่ฟันอาจจะสูงกว่าการรักษารากฟัน

 8) ฟันที่รักษาคลองรากฟันแล้วควรบูรณะอย่างไร?

ฟันส่วนใหญ่ที่รักษาคลองรากฟัน มักมีรอยผุใหญ่และเหลือเนื้อฟันน้อย จึงหักได้ง่าย ดังนั้นหลังจากรักษาคลองรากฟันแล้ว ควรบูรณะให้ฟันมีความแข็งแรง ไม่ให้แตกหักได้ง่าย ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

  • ถ้าเหลือเนื้อฟันมากและเป็นฟันซี่ที่ไม่ได้ใช้งานมาก ให้ใช้วิธีอุดให้เต็มโพรงฟันก็แข็งแรงพอ

  • ถ้าเหลือเนื้อฟันน้อย โดยเฉพาะฟันกรามที่ต้องใช้เคี้ยวอาหารมาก ควรทำครอบฟัน

  • ถ้าเหลือเนื้อฟันน้อยมาก ต้องใช้เดือยยึดในรากฟันก่อนจึงจะทำครอบฟันได้

9) อุดฟันด้วยวัสดุสีเหมือนฟัน กับวัสดุที่เป็นสีเงิน อย่างไหนดีกว่ากัน?

วัสดุอุดฟันทั้ง 2 ชนิดมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน วัสดุอุดฟันที่เป็นสีเงิน (อมัลกัม) มีข้อดีที่แข็งแรง ขั้นตอนการรักษาไม่ยุ่งยาก และค่าใช้จ่ายไม่สูง ส่วนวัสดุอุดสีเหมือนฟัน (คอมโพสิต) มีข้อดีที่ความสวยงาม ความแข็งแรง ยึดติดกับเนื้อฟันด้วยพันธะเคมี ทำให้กรอเนื้อฟันน้อยกว่าการอุดด้วยอมัลกัม อย่างไรก็ตาม ทันตแพทย์จะพิจารณาเลือกวัสดุอุดที่เหมาะสมกับรอยผุของฟันแต่ละซี่

10) สูญเสียฟันไป 1 ซี่ ควรจะใส่ฟันเทียมแบบไหนดี?

สามารถใส่ฟันเทียมได้ 3 วิธี คือ

1) ทันตกรรมรากเทียม คือการใส่ฟันเทียมถาวรบนรากเทียม ซึ่งจะมีความแข็งแรง รูปร่างลักษณะ ความสวยงาม ความรู้สึก และการใช้งาน ใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากที่สุด

2) สะพานฟันติดแน่น ทำโดยกรอฟันข้างเคียงที่ติดกับช่องว่างที่เกิดขึ้น แล้วทำฟันเทียมติดแน่นสวมทับเป็นฟัน 3 ซี่ ซึ่งจะให้ความแข็งแรง สวยงามได้ดี

3) ฟันเทียมชนิดถอดได้ (ฐานพลาสติก หรือฐานโลหะ) ทำโดยต้องมีการวางตะขอกับฟันที่เหลืออยู่ เพื่อยึดฟันเทียมไว้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรำคาญ นอกจากนี้ความสวยงามและประสิทธิภาพการเคี้ยวอาหารยังต่ำกว่าฟันธรรมชาติมาก แต่มีราคาต่ำกว่าการใส่ฟันเทียมชนิดอื่นๆ