ทันตกรรมเด็ก (Pedodontics)

ฟันแท้ขึ้นเมื่อใด

เด็กจะมีฟันแท้ซี่แรกขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 ปี โดยฟันกรามแท้ซี่แรก จะขึ้นไล่เลี่ยกับฟันหน้า และจะทยอยขึ้นไปเรื่อยๆ จนอายุประมาณ 12 ปี ก็จะมีฟันแท้ทั้งหมด 28 ซี่ ส่วนฟันกรามซี่สุดท้าย จะขึ้นเมื่ออายุประมาณ 18 – 25 ปี ฟันแท้ของคนเราจะมีทั้งหมด 32 ซี่ เราควรดูแลรักษาให้ดี เพราะฟันแท้จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันของลูก

  • 6 เดือน เช็ดปากลูกให้สะอาด เพื่อฟันน้ำนมจะได้ขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ควรใช้ที่กัดที่ทำจากยางให้เด็กกัดเล่น ไม่ควรใช้ที่กัดที่ทำจากแป้งหรือน้ำตาล
  • 1 ปี ควรเช็ดในปากและฟันให้สะอาดด้วยผ้าก๊อซ หรือสำลี อาจใช้แปรงอันเล็กๆ เริ่มแปรงฟันหน้าให้ลูก หยิบยื่นแปรงให้ลูกกัดเล่นเพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับแปรง และให้ลูกเลิกดื่มนมจากขวด
  • 2 ปี ในช่วงนี้ใช้แปรงสีฟันแปรงบนฟันกราม และบริเวณฟันหน้าไปมาในแนวนอนเป็นช่วงสั้นๆ โดยแปรงให้ทั่วทั้งด้านที่ติดริมฝีปาก และด้านที่อยู่ใกล้ลิ้น เริ่มใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดบริเวณซอกฟัน ยาสีฟันที่ใช้แค่แตะขนแปรงให้ชื้นเล็กน้อย และใช้ผ้าก๊อซเช็ดฟองออกหลังแปรง ระยะนี้ควรได้รับปริมาณฟลูออไรด์ชนิดรับประทาน
  • 3-5 ปี ในระยะนี้ให้ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันอย่างจริงจังทุกวัน วันละ 1 ครั้ง หลังแปรงฟันก่อนนอน ถ้าลูกยังควบคุมการกลืนไม่ได้ ควรใช้ปริมาณยาสีฟันน้อยๆ เท่าเมล็ดถั่วเขียว และพยายามเช็ดออกด้วยผ้าก๊อซ
  • 6 ปี เริ่มมีฟันหน้าล่างแท้และฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งขึ้น ควรพาไปให้ทันตแพทย์ทำเคลือบหลุมร่องฟันด้วยสารคล้ายพลาสติก เพื่อช่วยป้องกันการผุของฟันด้านบดเคี้ยว เพราะฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งมักมีหลุมร่องลึก เป็นที่สะสมของคราบอาหาร ทำความสะอาดได้ยาก จึงมักผุอย่างรวดเร็ว
  • 7 – 8 ปี ในช่วงนี้ฟันหน้าแท้จะขึ้นมา 4 ซี่ ทั้งขากรรไกรบนและล่าง หากพบว่าฟันแท้หน้าบนขึ้นข้างหลังฟันน้ำนม ทันตแพทย์จะช่วยถอนฟันน้ำนมออก เพื่อให้ฟันแท้เคลื่อนมาข้างหน้า หลังจากฟันหน้าบน 4 ซี่ ขึ้นเรียบร้อยแล้ว ฟันหน้าอาจจะมีช่องว่างระหว่างฟัน แต่ช่องว่างนี้อาจจะปิดได้สนิทเมื่อฟันเขี้ยวบนขึ้น เมื่ออายุ 12 ปี
  • 9 – 12 ปี จะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนฟันน้ำนมเป็นฟันแท้ ควรดูแลเรื่องการแปรงฟัน การใช้ฟลูออไรด์ และทำเคลือบหลุมร่องฟัน นอกจากนี้ควรระวังเรื่องการรับประทานอาหาร ไม่กินจุบจิบ เพราะช่วงนี้มีโอกาสเกิดฟันผุได้ง่าย
  • 13-18 ปี ควรดูแลเรื่องการสบฟันของฟันแท้ และความสัมพันธ์ของขากรรไกรบนและล่าง หากพบความผิดปกติ ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์จัดฟันเพื่อรับการรักษาในช่วงวัยนี้
  • 18-25 ปี จะเป็นช่วงที่ฟันกรามซี่ที่ 3 ขึ้นมาในช่องปากซึ่งเรา เรียกว่าฟันคุด ทันตแพทย์จะแนะนำให้ถอนออก เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลัง

*** ควรพาลูกมาพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เริ่มตั้งแต่อายุ 1 ปี ***

การเคลือบฟลูออไรด์

ฟลูออไรด์เป็นสารที่ช่วยป้องกันฟันผุอย่างมีประสิทธิภาพ ฟลูออไรด์จะทำให้เกิดผลึกที่ผิวเคลือบฟัน ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานต่อการกัดกร่อนของกรดที่เกิดจากแบคทีเรียที่แผ่นคราบฟัน นอกจากนี้ฟลูออไรด์ยังมีคุณสมบัติในการซ่อมรอยผุของฟันในระยะแรกเริ่ม ด้วยกลไก Recalcification

เราได้รับฟลูออไรด์จากทางใดบ้าง

  • การรับประทาน ในต่างประเทศจะมีการเติมสารฟลูออไรด์ลงในน้ำประปา เพื่อป้องกันฟันผุ แต่ในประเทศไทย การรับประทานมักเป็นในรูปของ ยาเม็ดฟลูออไรด์ หรือยาน้ำ ซึ่งนิยมใช้ในเด็กทารก
  • ฟลูออไรด์ชนิดรับประทาน ควรให้วันละ 0.25 มิลลิกรัม เริ่มให้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ให้เรื่อยมาจนถึงอายุ 3 ขวบ ให้เพิ่มเป็นวันละ 0.5 มิลลิกรัม เมื่อถึงอายุ 6 ขวบ ให้เพิ่มเป็นวันละ 1 มิลลิกรัม
  • การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์
  • การเคลือบฟันด้วยเจลเคลือบ หรือ การใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์

ฟลูออไรด์ที่ใช้เคลือบฟันมีลักษณะเป็นเจล ให้ผลในการป้องกันฟันผุ 20-30% โดยควรเคลือบฟลูออไรด์ ทุก 6 เดือน ยิ่งเคลือบฟลูออไรด์มากครั้งเท่าใด ปริมาณของฟลูออไรด์ที่ผิวเคลือบฟันจะมีมากขึ้น

การเคลือบหลุมร่องฟัน (Sealant)

ในวัยเด็ก ฟันด้านบดเคี้ยวของฟันกราม โดยเฉพาะฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 ซึ่งขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ มักมีหลุมและร่องลึก ซึ่งผุได้ง่าย เพราะเป็นที่สะสมของเศษอาหาร และกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย เนื่องจากขนของแปรงสีฟันไม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดในบริเวณนี้ได้ ดังนั้นทันตแพทย์จะทำการเคลือบ หรือผนึกหลุมร่องฟัน ด้วยสารลักษณะคล้ายพลาสติก เพื่อช่วยป้องกันฟันผุของฟันด้านบดเคี้ยว

และเมื่อฟันกรามแท้ ทั้ง 3 ซี่ คือ ซี่ 1, 2 และ 3 ขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 ปี 12 ปี และ 18-25 ปี ตามลำดับ ก็ควรเคลือบหลุมร่องฟันเพื่อป้องกันฟันผุด้วย

การใส่เครื่องมือป้องกันฟันล้ม (Space maintainer)

ในเด็กวัยที่มีฟันผสมระหว่างฟันน้ำนมและฟันแท้ เมื่อมีการสูญเสียฟันน้ำนมไปก่อนเวลาที่เหมาะสม คือก่อนระยะเวลาที่ฟันแท้จะขึ้นมาแทนที่ ทันตแพทย์จึงจำเป็นต้องจัดทำเครื่องมือ ที่เรียกว่าเครื่องมือป้องกันฟันล้ม ใส่กันไว้ในตำแหน่งดังกล่าว เพื่อป้องกันมิให้ฟันซี่ข้างเคียงเกิดการล้มเอียง หรือเคลื่อนมาแทนที่ ทำให้ฟันแท้ซี่ที่ขึ้นใหม่ไม่สามารถขึ้นได้ตรงตำแหน่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการสบฟันผิดปกติในช่วงฟันแท้ได้

การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟัน (Brushing & Flossing)

การแปรงฟัน (Brushing)
ควรเลือกแปรงสีฟันที่มีขนาดพอเหมาะ ขนแปรงนุ่ม ไม่แข็งกระด้างเกินไปเพราะจะระคายเคืองต่อเหงือก ทำให้คอฟันสึก

การแปรงฟันที่ถูกวิธี
การแปรงฟันด้านข้าง
ให้ขนแปรงทำมุมประมาณ 45 องศากับตัวฟัน โดยสอดขนแปรงเข้าไประหว่างฟันและเหงือกรอบฟันเล็กน้อย ขยับหัวแปรงไปมาเบาๆ ใช้เวลาประมาณ 10 วินาที ต่อฟันแต่ละซี่ก่อนที่จะเลื่อนแปรงต่อไปยังฟันซี่อื่นถัดไป ทำความสะอาดทั้งด้านนอกและด้านในของฟัน

การแปรงฟันด้านบดเคี้ยว
ให้ตั้งแปรงให้ขนแปรงตรงระนาบเดียวกับด้านบดเคี้ยว แล้วถูไปถูมา

ไหมขัดฟัน (Flossing)

นอกจากการแปรงฟันให้สะอาดแล้ว ควรใช้ไหมขัดฟัน (Dental Floss) ร่วมทำความสะอาดตามซอกฟันหรือบริเวณที่ขนแปรงเข้าไม่ถึง โดยการใช้ไหมขัดฟัน ความยาวประมาณ 18 นิ้ว พันรอบปลายนิ้วกลางทั้งสองข้าง สำหรับฟันบนให้นิ้วหัวแม่มือดึงไหมขัดฟันให้ตึง ความยาวของไหมระหว่างนิ้วทั้งสองข้างประมาณ 1 - 2 นิ้ว (สำหรับฟันล่างใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้าง ดึงไหมขัดฟันให้ตึง) เคลื่อนไหมไปมาเบาๆ เข้าระหว่างซอกฟันแล้วโค้งไหมโอบรอบฟัน เคลื่อนขึ้นลง เพื่อทำความสะอาดซอกฟัน ควรใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันทุกซี่ทั้งฟันบนและฟันล่าง อย่างน้อยวันละครั้ง (หลังแปรงฟันก่อนนอน)

ทันตกรรมจัดฟัน (Orthodontics)


เป็นการเรียงฟันให้เป็นระเบียบอยู่ในแนวที่ถูกต้อง แก้ไขลักษณะฟันที่เรียงตัวกันอย่างซ้อนเก ห่าง หรือยื่นมากเกินไป นอกจากนี้ การจัดฟันยังเป็นการแก้ไขลักษณะการบดเคี้ยวที่ผิดปกติ แก้ไขโครงสร้างใบหน้า และขากรรไกรให้มีความสวยงามและสมดุลอีกด้วย การจัดฟันยังช่วยให้การเคี้ยวอาหารมีประสิทธิภาพดีขึ้น และง่ายต่อการทำความสะอาด

วิธีการจัดฟันแบบต่างๆ ดังนี้

  • การจัดฟันแบบโลหะติดแน่นด้านนอกเป็นการจัดฟันโดยการติดเครื่องมือจัดฟันแบบโลหะ (Bracket or Braces) ไว้ที่ผิวฟันด้านหน้า แล้วใส่ลวดผ่านช่อง Bracket เพื่อทำการเลื่อนฟัน เป็นวิธีการจัดฟันที่นิยมใช้มานาน
  • การจัดฟันแบบสีเหมือนฟัน (Ceramic or Clear bracket)การจัดฟันแบบนี้จะใช้วัสดุสีเหมือนฟัน หรือ Ceramic bracket แทน Bracket ที่เป็นโลหะ ทำให้มองดูแล้วมีความสะอาดมากกว่าแบบโลหะ
  • การจัดฟันด้วยเครื่องมือ Damon®เป็นการจัดฟันด้วยการใช้ Bracket แบบโลหะที่ได้ออกแบบเครื่องมือที่มีแรงเสียดทานน้อย ทำให้ฟันเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น และช่วยลดระยะเวลาการจัดฟัน รวมทั้งระยะเวลาในการพบทันตแพทย์น้อยลง
  • การจัดฟันด้านใน Lingual orthodonticsการจัดฟันด้วยเครื่องมือชนิดติดแน่นด้านใน ทำให้มองไม่เห็นเครื่องมือที่ติดฟัน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดฟัน ซึ่งเหมาะกับคนทำงานที่จำเป็นต้องการความสวยงาม เวลาพูด ยิ้ม โดยไม่เห็นเครื่องมือจัดฟัน การจัดฟันด้านในจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจัดฟันด้านนอก เพราะต้องใช้เครื่องมือพิเศษและซับซ้อนกว่า รวมทั้งต้องอาศัยความสามารถและความชำนาญพิเศษของทันตแพทย์
  • การจัดฟันถอดได้แบบใส Clear Aligner or Invisalign®การจัดฟันถอดได้แบบใส สามารถช่วยแก้ปัญหาการเรียงตัวของฟัน ให้มีความเป็นระเบียบสวยงาม โดยไม่ต้องมีเครื่องมือยึดติดบนตัวฟัน ทำให้มองไม่เห็นเครื่องมือที่ใส่ในการจัดฟัน เหมาะสำหรับคนไข้ที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นเห็นว่าจัดฟัน

ขั้นตอนการจัดฟัน

  1. ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย และวิเคราะห์โรค
    • การบันทึกประวัติ การรักษาทางทันตกรรม ข้อมูลเกี่ยวกับช่องปากและฟัน พฤติกรรมบางอย่างของคนไข้ รวมถึงการสบฟันของคนไข้
    • การพิมพ์ปาก และเอกซเรย์ใบหน้า
    • การวางแผนการรักษา
  1. ขั้นตอนการเตรียมช่องปากและฟันก่อนการติดเครื่องมือ
    • ขูดหินปูนทำความสะอาด
    • อุดฟันซี่ที่ผุกร่อน
    • ถอนฟันบางซี่ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการจัดฟัน
    • อื่นๆ
  1. ขั้นตอนการติดเครื่องมือ
    • ทันตแพทย์จะทำการติดเครื่องมือจัดฟันตามแผนการรักษา
  1. การตรวจสภาพฟันและการปรับเครื่องมือรายเดือน
  2. ขั้นตอนการใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน ภายหลังจากการถอดเครื่องมือจัดฟัน

คำแนะนำการดูแลรักษาขณะได้รับการจัดฟัน

  • ดูแลรักษาสุขภาพฟัน ด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แข็งและเหนียว
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ในการรักษาอย่างเคร่งครัด
  • ควรได้รับการขูดหินปูนทุกๆ 6 เดือน

ทันตกรรมปริทันต์ (Periodontics)

โรคปริทันต์ หมายถึง โรค ที่เกิดขึ้นกับอวัยวะรอบๆ ฟัน ได้แก่ เหงือก, เอ็นยึดปริทันต์ และกระดูกเบ้าฟัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ซึ่งมีการอักเสบเฉพาะที่เหงือกเท่านั้น และมักจะมีการสะสมของคราบจุลินทรีย์ และอาจมีหินน้ำลายปกคลุมคอฟันด้วย และโรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis) เป็นโรคเหงือกอักเสบที่ลุกลามไปทำลายเนื้อเยื่อรอบรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน มีผลให้มีเลือดออกตามขอบเหงือก และอาจมีหนองไหลซึมออกมา หากมีการทำลายรุนแรง ฟันจะเริ่มโยกคลอน จะมีหินน้ำลายหรือหินปูนแข็ง และเกาะแน่นอยู่ใต้เหงือกเป็นส่วนใหญ่ การดำเนินของโรคจะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยที่ไม่ทันสังเกต จนกระทั่งต้องสูญเสียฟันไปในที่สุด

การรักษาทำได้โดย

  • การทำความสะอาดช่องปาก โดยการแปรงฟัน ร่วมกับการใช้เส้นไหมขัดฟัน และน้ำยาบ้วนปาก
  • การขูดหินน้ำลาย (Scaling) เกลารากฟัน (Root Planning) โดยทันตแพทย์
  • การกำจัดปัจจัยเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ การรักษาและควบคุมโรคเบาหวาน เป็นต้น

การรักษาคลองรากฟัน (Endodontics/Root canal treatment)

ฟันที่ผุจนลึกเข้าไปใกล้โพรงประสาทฟัน หรือฟันแตกหัก มีรอยร้าวจากการบดเคี้ยว หรือการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เชื้อแบคทีเรียในน้ำลาย เข้าไปทำอันตรายต่อประสาทฟัน นอกจากนี้โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง หรือฟันที่ถูกกระแทกอย่างแรง ก็มีผลทำให้ประสาทฟันตายได้ ซึ่งจะเกิดอาการเสียวฟัน หรือปวดฟันเป็นๆ หายๆ หรือปวดอย่างรุนแรงจนนอนไม่ได้ หรือเหงือกบวม การตรวจ และเอกซเรย์ฟัน จะช่วยให้วินิจฉัยได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

การรักษาคลองรากฟัน ทันตแพทย์จะทำความสะอาดโพรงประสาทฟันให้ปลอดเชื้อแบคทีเรีย โดยใช้เครื่องมือเล็กๆ ร่วมกับน้ำยาล้างคลองรากฟัน ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อทิ้งไว้ในคลองรากฟัน รอจนสภาพฟันปกติดีแล้ว จึงอุดปิดภายในคลองรากฟันให้เต็ม หลังจากนั้นจึงบูรณะฟันให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ดีดังเดิม ด้วยวัสดุอุดฟัน

การรักษาปกติใช้เวลาประมาณ 1-2 ครั้ง ฟันที่รักษาคลองรากฟันแล้วจะมีความเปราะมากกว่าฟันปกติ ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ทำครอบฟันสวมทับฟันที่รักษาคลองรากฟันแล้ว เพื่อให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น ไม่มีปัญหาแตกหักหรือร้าว ซึ่งหากรุนแรงอาจต้องถอนทิ้งในภายหลัง ในการรักษาฟันเด็ก ก็มีการรักษาคลองรากฟันในฟันน้ำนมด้วยเช่นกัน

ทันตกรรมประดิษฐ์ (Prosthodontics)

ทำไมจึงต้องใส่ฟันเทียม?

ในธรรมชาติ การเรียงตัวของฟัน และการสบฟันจะมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นเมื่อฟันถูกถอนหายไป ก็จะทำให้ฟันซี่อื่นๆ เริ่มล้มตัวเข้าหาช่องว่างที่ถอนฟันไปอย่างช้าๆ จนกว่าฟันจะล้มเข้ามาล็อคติดกับฟันตรงข้ามระหว่างช่องว่าง หรือฟันซี่ข้างเคียง มักเป็นสาเหตุให้เศษอาหารติดตามซอกฟัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของฟันผุและเหงือกอักเสบตามมา เราจะพบได้บ่อยๆ ว่า เมื่อผู้ป่วยถอนฟันหลังไป แต่ฟันหน้ากลับห่างขึ้น

การใส่ฟันสามารถกระทำได้ ทั้งการใส่ฟันเทียมแบบถอดได้ แบบติดแน่น หรือรากฟันเทียม แล้วแต่ความเหมาะสมของสภาพในช่องปาก และการตัดสินใจของผู้ป่วย ประโยชน์ของฟันเทียมช่วยในการพูด บดเคี้ยวอาหาร ความสวยงาม และยังช่วยป้องกันฟันที่เหลือไม่ให้เคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม

ฟันเทียม

สามารถแบ่งออกได้เป็น2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ฟันเทียมชนิดติดแน่น และฟันเทียมชนิดถอดได้

1. ฟันเทียมชนิดติดแน่น (Fixed Partial Denture: Crown & Bridge)
ผู้ที่ใส่ไม่สามารถถอดออกมาเพื่อทำความสะอาดภายนอกช่องปากได้ หรือที่เรียกว่า สะพานฟัน (Bridge) จะทำโดยการกรอแต่งฟันข้างเคียงที่ติดกับช่องว่างที่เกิดขึ้น แล้วโยงฟันเทียมติดแน่นกับฟันธรรมชาติ โดยฟันธรรมชาติจะต้องมีสภาพที่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของสะพานฟันได้ จึงเหมาะกับผู้ที่สูญเสียฟันไปน้อยซี่ ซึ่งสะพานฟันจะเป็นฟันเทียมที่ใกล้เคียงฟันธรรมชาติมากกว่าการใส่ฟันเทียมแบบถอดได้ ทั้งในเรื่องของความสวยงามและประสิทธิภาพการใช้งาน

ครอบฟัน (Crown) เหมาะกับผู้ที่มีฟันธรรมชาติที่ผุมาก, ฟันที่ไม่แข็งแรง ซึ่งอาจจะแตกหักได้ง่าย, ฟันที่มีรูปร่างไม่สวยงาม หรือฟันที่เปลี่ยนสี โดยทั่วไปครอบฟันหน้ามักจะทำด้วยพอร์สเลน (Porcelain) ซึ่งจะมีความใสและสีใกล้เคียงฟันธรรมชาติ เพื่อความสวยงาม ซึ่งอาจจะมีแกนทำด้วยโลหะหล่อ หรือไม่มีก็ได้ สำหรับครอบฟันหลังถ้าต้องการความแข็งแรงและทนทาน อาจจะทำด้วยทอง (Gold),  ทองขาว หรือโลหะพาลาเดียม (Palladium) หรืออาจจะเคลือบโลหะด้วย พอร์สเลนในบริเวณที่ต้องการความสวยงาม

2. ฟันเทียมชนิดถอดได้ (Removable Partial Denture)
เป็นฟันเทียมชนิดที่สามารถถอดออกมาเพื่อทำความสะอาดข้างนอกช่องปากได้ มีทั้งชนิดชั่วคราวที่ทำด้วยพลาสติก และชนิดถาวรที่ทำด้วยโลหะ เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันไปบางซี่หรือหลายๆ ซี่ หรือสูญเสียฟันหมดทั้งปาก ซึ่งไม่สามารถจะทำสะพานฟันได้ หากมีฟันเหลือบางซี่จะต้องมีการวางตะขอกับฟันที่เหลืออยู่ เพื่อยึดฟันเทียมไว้ การใส่ฟันเทียมชนิดนี้อาจก่อให้เกิดความรำคาญในขณะพูดหรือเคี้ยวอาหาร และประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวอาหาร ก็จะต่ำกว่าการใส่สะพานฟัน รวมทั้งมีตะขอที่อาจทำให้ไม่สวยงาม และก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ในปัจจุบันมีตะขอสีขาวที่ช่วยให้เกิดความสวยงามเพิ่มขึ้น

ฟันเทียมฐานพลาสติค (Temporary Plate: TP) ลักษณะของฟันเทียมจะมีฐานเป็นเหงือกสีชมพูซึ่งทำจากพลาสติก วัตถุประสงค์เพื่อใช้ชั่วคราว มีความแข็งแรงน้อยกว่า ฟันเทียมฐานโลหะ(Partial Denture: PD) แต่ราคาถูกกว่า และเมื่อใช้ฟันเทียมฐานพลาสติคไปนานๆ จะมีกลิ่นและติดสี ฟันเทียมฐานโลหะจะทำความสะอาดได้ง่ายกว่า ผู้ที่ใส่ฟันเทียมฐานโลหะจะรู้สึกสบายกว่า เนื่องจากโลหะมีความบาง สามารถส่งผ่านความร้อน ความเย็นได้ดี ทำให้ความรู้สึกในการรับประทานอาหารดีกว่า

ส่วนในกรณีที่ใส่ฟันเทียมทั้งปาก โดยไม่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่เลยนั้น ฟันเทียมจะวางอยู่บนสันเหงือก ซึ่งฟันเทียมจะมีการขยับบ้างเวลาเคี้ยวอาหาร และเมื่อใช้ไปสักระยะ ฟันเทียมจะหลวม เนื่องจากสันเหงือกได้ยุบตัวลง ปัจจุบันหากมีปัญหาการหลวมหลุดของฟันเทียมทั้งปาก อาจฝังรากฟันเทียมเพื่อเป็นหลักยึด จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ผู้ป่วยที่ใส่ฟันเทียมทั้งชนิดติดแน่นและถอดได้ จะต้องดูแลรักษาความสะอาดให้ดีอย่างสม่ำเสมอ และควรมาพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสภาพฟันทั่วไปและฟันเทียมที่ใส่ ทุกๆ 6 เดือน หากมีปัญหาใดเกิดขึ้นในช่วงแรก ทันตแพทย์จะได้ทำการแนะนำ แก้ไขได้ก่อน

วิธีการดูแลรักษาฟันเทียมชนิดติดแน่น

  • แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ
  • ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดตามซอกฟัน ส่วนบริเวณซี่ฟันเทียมของสะพานฟันให้ใช้เข็มพลาสติก (Floss Threader) ร้อยไหมขัดฟัน หรือ Super floss สอดเข้าไประหว่างฟันเทียม ทำความสะอาดด้านใต้ฟันเทียม
  • ถ้าช่องว่างระหว่างซี่มีขนาดใหญ่ ควรใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาด
  • พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจเช็คสุขภาพช่องปากและฟัน และตรวจฟันเทียม ถ้าพบสิ่งผิดปกติทันตแพทย์จะได้ทำการแก้ไขก่อน

วิธีการดูแลรักษาฟันเทียมชนิดถอดได้

  • การใส่ฟันเทียมควรใช้นิ้วมือช่วยใส่ให้เข้าที่ไม่ควรใช้ฟันกัด เพราะถ้าฟันเทียมบางส่วนมีตะขอจะทำให้ตะขออ้า หรือบิดเบี้ยว
  • เมื่อเริ่มใส่ฟันเทียมใหม่ๆ ผู้ใส่จะรู้สึกรำคาญ พูดไม่ชัด ใส่ไประยะหนึ่งจะเริ่มคุ้น ถ้าเกิดอาการเจ็บควรกลับไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและแก้ไข
  • การรับประทานอาหารระยะแรกๆ ควรทานอาหารเหลวๆ เพื่อปรับตัวในการเคี้ยว ไม่ควรใช้ฟันเทียมกัดหรือเคี้ยวอาหารที่แข็งและเหนียวมากไป โดยเฉพาะฟันหน้า
  • การรักษาความสะอาด เมื่อรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือก่อนนอนให้ถอดมาล้างด้วยแปรงขนนิ่มกับสบู่ หรือยาสีฟันทั้งด้านนอกและด้านใน ทำให้ฟันเทียมสะอาดขึ้น ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ หลายชนิดช่วยในการทำความสะอาดฟันเทียมแบบเม็ดฟู่ที่ละลายในน้ำ และสเปรย์ฉีดช่วยให้สะดวกยิ่งขึ้น
  • ขณะล้างฟันเทียมหลีกเลี่ยงการใช้มือกำ โดยเฉพาะฟันเทียมล่าง เพราะอาจบีบหักได้ ขณะที่ล้างควรมีภาชนะใส่น้ำรองรับ หากหลุดมือจะได้หล่นลงน้ำ ไม่ตกแตก
  • ห้ามใช้ฟันเทียมผิดหน้าที่ เช่น นำไป กัด ของแข็งๆ หรือเหนียวมากอาจทำให้ฟันเทียมแตกหักเสียหายได้
  • พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน ตามที่ทันตแพทย์นัด เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก และตรวจเช็คฟันเทียมถ้าพบสิ่งผิดปกติทันตแพทย์จะได้ทำการแก้ไข
  • ในกรณีที่ฟันเทียมตกหักเสียหาย ให้เก็บชิ้นส่วนทุกชิ้นให้ครบ จากนั้นนำไปให้ทันตแพทย์ซ่อมให้

ทันตกรรมรากฟันเทียม (Dental Implant)

ทันตกรรมรากฟันเทียม (Dental Implant) คือ วิทยาการทางทันตกรรมที่จะฝังวัสดุที่มีรูปร่างคล้ายรากฟันลงบนกระดูกขากรรไกร เพื่อช่วยให้ฟันเทียมชนิดติดแน่นหรือชนิดถอดได้ ยึดเกาะได้ดี

รากฟันเทียมอาจใช้เพื่อใส่ฟันเทียมชนิดติดแน่น 1 ซี่ หรือมากกว่า หรืออาจจะใช้ร่วมกับฟันเทียมทั้งปาก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสภาพในช่องปากของคนไข้แต่ละราย

รากฟันเทียมผลิตจากวัสดุไททาเนียมที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกายมนุษย์ หรือผลข้างเคียงใดๆ ซึ่งสามารถใช้กับทุกคนที่สูญเสียฟันแท้ไป โดยไม่จำกัดอายุ

ส่วนประกอบของรากฟันเทียม ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ

1. รากเทียม (Fixture) ซึ่งทำมาจากโลหะไททาเนียม (Titanium) ที่มีลักษณะคล้ายรากฟัน และจะฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกรบนหรือล่าง ซึ่งจะยึดติดกับกระดูกได้อย่างแน่น โดยไม่ทำให้มีการอักเสบของเนื้อเยื่อ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
2. เดือยรองรับครอบฟัน (Abutment) เมื่อฝังรากเทียมบนกระดูกขากรรไกรแล้ว จะใช้เวลา 2-6 เดือน เพื่อให้รากเทียมยึดติดกับกระดูกขากรรไกรได้ดี หลังจากนั้นจะใส่เดือยรองรับครอบฟันลงบนรากเทียม เพื่อใช้เป็นที่รองรับครอบฟันต่อไป
3. ครอบฟัน (Crown) เป็นส่วนที่อยู่ด้านบนยึดกับส่วนเดือยรองรับครอบฟัน เพื่อสบกับฟันที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งอาจจะเป็นครอบฟันชนิด โลหะล้วน หรือเซรามิคร่วมกับโลหะ หรือเป็นเซรามิคล้วน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความเหมาะสมในคนไข้แต่ละคน

ข้อดีของทันตกรรมรากฟันเทียม

  • เป็นฟันเทียมที่มีความใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด
  • มีประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวอาหารได้ใกล้เคียงฟันธรรมชาติ
  • ทำให้การออกเสียงได้ชัดเจนมาก
  • ยิ้มด้วยความมั่นใจ
  • เสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น
  • เชื่อมั่นในตนเอง และทำให้มีบุคลิกภาพที่ดี

ประเภทต่างๆ ของรากฟันเทียมที่ใช้ทดแทนฟันที่สูญเสียไป

ทันตกรรมรากฟันเทียมทดแทนฟัน 1 ซี่
ในกรณีที่ท่านสูญเสียฟันไป 1 ซี่ ท่านสามารถทำรากฟันเทียมทดแทนฟันที่สูญเสียไปได้ โดยใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสวยงามใกล้เคียงฟันธรรมชาติ ซึ่งในสมัยก่อนถ้าจะทำฟันเทียมต้องเป็นสะพานฟัน หรือฟันเทียมชนิดถอดได้เท่านั้น

ทันตกรรมรากฟันเทียมทดแทนฟันหลายซี่
ในกรณีที่สูญเสียฟันธรรมชาติไปหลายซี่ การทำรากฟันเทียมเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถทำได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับช่องว่างที่จะใส่ฟันเทียมว่ากว้างขนาดไหน เหมาะสมที่จะใส่รากฟันเทียมจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งดีกว่าการใส่ฟันเทียมชนิดสะพานฟัน เพราะจะต้องกรอฟันข้างเคียงเพื่อเป็นหลักที่จะยึดฟันเทียมที่จะใส่ทดแทน

ทันตกรรมรากฟันเทียมทดแทนฟันทั้งปาก
ในกรณีที่ท่านสูญเสียฟันธรรมชาติไปทั้งปาก ไม่ว่าจะเป็นฟันบนหรือฟันล่าง สามารถใส่รากฟันเทียม เพื่อช่วยยึดฟันเทียมทั้งปากชนิดถอดได้ ทำให้ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากแน่น
มีประสิทธิภาพในการใช้งานได้เป็นอย่างดี หรือต้องการทำฟันเทียมติดแน่นทั้งปากบนรากฟันเทียมก็สามารถทำได้

ในปัจจุบันการรักษาโดยใช้รากฟันเทียมเป็นไปอย่างแพร่หลาย และได้ผลสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งวิทยาการได้ก้าวหน้าไปมาก ทำให้ทันตกรรมรากฟันเทียมทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากกับคนไข้ที่สูญเสียฟันไป

ทันตกรรมตกแต่ง (Cosmetic Dentistry)

เคลือบฟันเทียม (Veneer Facing)

เคลือบฟันเทียม (Veneer Facing) เป็นทันตกรรมตกแต่งเพื่อความสวยงามโดยการใช้ชิ้นเซรามิกเคลือบปิดด้านหน้าฟัน เพื่อใช้แก้ปัญหาความผิดปกติของรูปร่างฟัน, ฟันบิ่นซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุ หรือแก้ไขฟันที่เรียงตัวผิดปกติไม่มาก หรือฟันที่มีสีเข้มผิดปกติที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฟอกสีฟัน หรือเพื่อปิดช่องว่างระหว่างฟันหน้าที่ห่างเพียงเล็กน้อย

เคลือบฟันเทียม สามารถทำได้ด้วยวัสดุ 2 ประเภท ได้แก่ พอร์สเลน/เซรามิก (Porcelain/Ceramic) และคอมโพสิตเรซิน (Composite Resin) โดยมีการกรอแต่งผิวเคลือบฟันในปริมาณที่น้อยมาก เพื่อนำวัสดุสีเหมือนฟันมายึดติดกับผิวฟันด้านหน้า

อุดฟันด้วยชิ้นเซรามิก (Ceramic Filling/Inlay & Onlay)

เป็นการบูรณะฟันที่ต้องการความแข็งแรงกว่าการอุดฟัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้มีการสูญเสียเนื้อฟันเหมือนกับทำครอบฟัน ใช้บรูณะฟันในกรณีที่ฟันมีรอยผุขนาดใหญ่ หรือฟันแตกที่มีขนาดกลางจนถึงใหญ่

การทำ Inlay หรือ Onlay จะมีลักษณะการกรอแต่งคล้ายกับการอุดฟัน แต่ลักษณะการกรอฟันจะต้องผายออก ไม่ให้สอบเป็นรอยคอด เพื่อให้ชิ้นงานสามารถสวมลงบนตำแหน่งที่มีการกรอฟันได้พอดี วัสดุที่นำมาทำชิ้นงาน ได้แก่ ชิ้นโลหะ, เรซิน หรือพอร์สเลน (Porcelain) ทำให้ได้งานที่มีความแข็งแรง มีความแนบสนิทกับเนื้อฟันได้ดี

อุดฟันด้วยวัสดุสีเหมือนฟัน (Composite Filling)

การบรูณะฟันโดยใช้คอมโพสิตเรซิน ซึ่งเป็นวัสดุอุดฟันที่มีสีเหมือนฟัน มาใช้ในการอุดฟันหน้าและฟันหลัง ใช้บูรณะฟันที่มีรอยผุ, ทดแทนเนื้อฟันที่หายไปบางส่วน หรือการสึกของคอฟัน นอกจากนี้อาจใช้ในการเปลี่ยนจากวัสดุอุดที่มีสีตะกั่วให้เป็นสีเหมือนฟันเพื่อความสวยงาม และยังสามารถใช้ในการปิดช่องว่างระหว่างฟันหน้าที่ห่างกันด้วย

ฟอกสีฟัน (Tooth Whitening)

การฟอกสีฟันถือเป็นวิธีการรักษาวิธีหนึ่งที่ทำให้ฟันที่มีสีเข้มผิดปกติขาวขึ้นได้

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสีของฟัน ซึ่งทำให้ฟันมีสีคล้ำผิดปกติ แบ่งเป็น 2 สาเหตุ คือ

  • การเปลี่ยนสีของฟันที่เกิดขึ้นภายในตัวฟัน เกิดจากการดื่มน้ำ หรือรับประทานสารที่มีฟลูออไรด์มากเกินไป ทำให้เกิดเป็นลักษณะฟันตกกระ (Fluorosis), การรับประทานยาปฏิชีวนะพวก
    เตตร้าไซคลิน ในขณะที่มีการสร้างเนื้อฟัน, ฟันที่ตายเนื่องจากถูกกระทบกระแทก, ฟันที่รักษาคลองรากฟันมาแล้ว หรือเมื่ออายุมากขึ้นฟันมักจะมีสีเข้มมากขึ้น
  • การเปลี่ยนสีของฟันที่เกิดภายนอกตัวฟัน เช่น คราบสีที่มาจากอาหาร เครื่องดื่มชา กาแฟ บุหรี่ สีพวกนี้สามารถจะซึมเข้าไปอยู่ในผิวเคลือบฟันซึ่งเป็นผิวชั้นนอกของฟัน สามารถแก้ไขได้ด้วยการขูดหินปูนและขัดฟัน

ฟันที่มีสีเข้มกว่าปกติ ซึ่งต้องการให้มีสีขาวขึ้น จะสามารถทำการฟอกสีฟัน ได้ด้วยชุดน้ำยาฟอกสีฟัน ซึ่งได้แก่ สารพวกไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือคาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ วิธีการทำจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

  • การฟอกสีฟันในคลินิก (In-office Bleaching) ซึ่งทำโดยทันตแพทย์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ได้ผลเร็ว เห็นการเปลี่ยนแปลงในวันที่รับการรักษาเลย
  • การฟอกสีฟันเองที่บ้าน (Home Bleaching) ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของฟัน ความหนาของผิวเคลือบฟัน และความเข้มของสีฟันของแต่ละคน

การฟอกสีฟันควรให้ทันตแพทย์เป็นผู้รักษา แนะนำ ประเมินผล และควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทันตแพทย์เป็นระยะๆ

ความคงทนของการฟอกสีฟัน ขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหารหลังจากฟอกสีฟัน ถ้ากลับไปรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีสี ก็จะมีโอกาสที่ฟันจะเปลี่ยนสีเข้มขึ้นอย่างช้าๆ ผลการวิจัยพบว่าใช้เวลาประมาณ 3–5 ปี แต่สีของฟันที่ฟอกแล้ว จะไม่กลับไปสู่ระดับเริ่มต้น ซึ่งก็สามารถทำการฟอกสีฟันซ้ำได้อีกในอนาคต

ศัลยกรรมช่องปาก (Oral Surgery)

ฟันคุด (Tooth Impaction) หมายถึง ฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาทางช่องปากได้ตามปกติซึ่งอาจจะไม่ขึ้นมาเลย หรือขึ้นมานิดหน่อยไม่เต็มซี่ ที่พบเสมอๆ ก็คือ ฟันกรามซี่ในสุด ซึ่งจะขึ้นเมื่อประมาณอายุ 18-20 ปี สาเหตุของการเกิดฟันคุดเนื่องจากพื้นที่ของขากรรไกรไม่เพียงพอที่จะให้ฟันซี่นั้นขึ้นได้ตามปกติ

ผลเสียของฟันคุด เช่น ฟันคุดที่ขึ้นได้บางส่วน การทำความสะอาดเป็นไปได้ยาก แปรงฟันไม่ถึง มักจะเป็นที่กักเศษอาหาร ซึ่งจะมีผลให้ฟันคุด และฟันข้างเคียงผุได้ทั้งคู่ หรืออาจทำให้เป็นโรคเหงือกได้ นอกจากนี้ในกรณีที่ฟันคุดที่ฝังอยู่ในขากรรไกรทั้งซี่ อาจจะมีการแปรสภาพตัวเองไปเป็นถุงน้ำ ซึ่งจะไปทำลายส่วนของกระดูกขากรรไกร ทำให้มีอาการปวดจมูก ปวดหู ปวดตา หรือปวดศรีษะเรื้อรัง

การรักษา แนะนำให้ถอนออกแม้ว่าจะไม่มีอาการเจ็บปวด บางครั้งอาจมีความจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเหงือกร่วมกับการกรอกระดูกบ้าง หรือที่เรียกว่า “ผ่าฟันคุด” เป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้แค่ฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น แนะนำให้ถอนฟันคุดในช่วงอายุน้อยๆ เพราะแผลจะหายได้เร็วกว่าเมื่อสูงอายุ และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะน้อยกว่า

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ระบบดิจิตอล (Computer X-ray)

เมื่อก่อนผู้ที่มารับบริการตรวจรักษาฟัน อาจคุ้นเคยกับการเอกซเรย์ในระบบเดิม ซึ่งเป็นฟิล์มเอกซเรย์ขนาด เล็กใช้เฉพาะที่ คือ ตรวจดูเฉพาะบริเวณที่มีปัญหา ซึ่งหากต้องการตรวจเช็คความผิดปกติทั้งปาก จะต้องถ่ายเอกซเรย์ฟิล์มเล็กถึง 14 ฟิล์ม

แต่ในปัจจุบัน ได้นำระบบเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ มาช่วยเพิ่มความสะดวกในการตรวจเช็คฟัน โดยเฉพาะในส่วนที่มองไม่เห็นด้วยตา เช่น ส่วนกระดูกขากรรไกร และรากฟัน ระบบเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สามารถเห็นได้ทั้งปาก โดยการถ่ายภาพเพียงครั้งเดียว จีงเหมาะสำหรับการตรวจเช็คแนวการขึ้นของฟันในกระดูกขากรรไกร และลักษณะการสบฟันของคนไข้ ในกรณีที่จะทำการจัดฟัน ทำให้ทราบถึงความผิดปกติได้อย่างชัดเจน

เอกซเรย์ระบบดิจิตอล จะได้ภาพที่คมชัด รวดเร็ว และปลอดภัย เพราะใช้รังสีในการถ่ายน้อยมาก

เราเห็นอะไรจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

  • ดูหน่อฟันแท้ที่ฝังตัวในกระดูกขากรรไกร ในเด็กวัย 3–12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีฟันผสม (Mixed dentition) คือ มีทั้งฟันน้ำนม และฟันแท้ การเอกซเรย์จะช่วยให้เห็นหน่อฟันแท้ที่ฝังตัวอยู่ในกระดูกขากรรไกร ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์ลำดับการขึ้นของฟันแท้ของเด็กแต่ละคน ว่าเป็นไปตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะเด็กที่สูญเสียฟันน้ำนมก่อนเวลาอันควร หรือเด็กที่ฟันน้ำนมมีปัญหา จะช่วยทันตแพทย์ในการตัดสินใจให้การดูแลรักษาต่อไป เพื่อช่วยให้เกิดผลดีต่อฟันแท้ที่จะขึ้นมาใหม่ให้เป็นระเบียบ สวยงาม
  • ดูความผิดปกติในช่องปาก การเอกซเรย์ประกอบการตรวจสุขภาพในช่องปากประจำปีนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อใช้ประโยชน์ดังนี้
    • การดูร่องรอยฟันผุ โดยเฉพาะในส่วนซอกฟันที่มองเห็นได้ยาก
    • ดูการละลายตัวของกระดูกรองรับรากฟัน สำหรับคนไข้โรคปริทันต์ หรือเหงือกอักเสบ
    • ตรวจดูฟันคุดที่ขึ้นไม่ได้ในช่องปาก เพื่อให้คำแนะนำและรีบทำการรักษา ก่อนปรากฏอาการ ซึ่งจะมีอาการปวดที่รุนแรงมาก


กลับ
ด้านบน